กินไฟเบอร์ แล้ว ถ่าย เหม็น เป็นปัญหาที่หลายคนกำลังเผชิญอยู่และอาจกำลังสงสัยว่า การรับประทานไฟเบอร์นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดผลข้างเคียงเช่นนี้หรือไม่ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้ที่จำเป็นต้องทานอาหารเสริมชนิดไฟเบอร์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีปัญหากับการขับถ่าย เช่น ท้องผูก ถ่ายยาก ท้องเสีย เป็นต้น นั่นจึงเป็นเรื่องปกติที่ผู้บริโภคจะสงสัยว่า ปัญหาอุจจาระมีกลิ่นเหม็นผิดปกติจะเป็นผลมาจากการกินไฟเบอร์เสริมหรือไม่ ในบทความนี้ Charmace มีคำตอบมาฝากค่ะ
กินไฟเบอร์ แล้ว ถ่าย เหม็น เกิดจากอะไร เป็นผลข้างเคียงมาจากการกินไฟเบอร์หรือไม่?
ปัญหาเรื่องการขับถ่ายไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย และอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคอันตรายอย่างมะเร็งลำไส้ หากละเลยไม่ใส่ใจก็อาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้อีกด้วย
“ถ่ายเหม็น” เกิดจากอะไร เป็นผลมาจากการทานไฟเบอร์หรือเปล่า?
โดยทั่วไปแล้ว การทานอาหารเสริมอย่าง “ไฟเบอร์” นั้น ไม่มีผลข้างเคียงที่ส่งผลให้อุจจาระมีกลิ่นเหม็น ดังนั้น จึงอาจพิจารณาได้ว่าการที่ผู้บริโภคหลาย ๆ ท่านรับประทานไฟเบอร์ไปแล้ว แต่ดันถ่ายออกมาแล้วมีกลิ่นเหม็นผิดปกติก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ปัญหาการขับถ่าย ของผู้บริโภคเองก็ได้ เช่น ปัญหาท้องผูก เป็นต้น
สำหรับภาวะท้องผูกทางการแพทย์นั้น หมายถึง ภาวะที่ขับถ่ายยาก อาจต้องใช้เวลาเบ่งถ่ายเป็นเวลานาน จำนวนการขับถ่ายน้อยกว่าสัปดาห์ละ 3 ครั้ง การขับถ่ายแต่ละครั้งได้ไม่มาก มีลักษณะเป็นเม็ดแข็ง รู้สึกอึดอัดแน่นท้องเหมือนถ่ายไม่สุด
ทั้งนี้ หากมีอาการท้องผูกนานกว่า 3 เดือน หรือพบว่ามีอาการท้องผูกร่วมกับอาการเตือนอื่น ๆ เช่น น้ำหนักลด ถ่ายเป็นเลือด ท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายอุจจาระลำเล็กลง ควรพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษา เนื่องจากถึงแม้ภาวะท้องผูกจะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงอื่น ๆ เช่น โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือเริ่มมีอาการท้องผูกเมื่ออายุมากกว่า 50 ปี
นอกจากภาวะท้องผูกแล้ว ปัญหาการขับถ่ายที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย หรือแม้แต่คนที่สุขภาพดีก็ตาม คือ ภาวะอุจจาระตกค้าง
ทำความรู้จักภาวะอุจจาระตกค้าง
อุจจาระตกค้าง เป็นภาวะที่ขับถ่ายอุจจาระออกไม่หมดทำให้มีการตกค้างอยู่ภายในลำไส้ หากปล่อยไว้เป็นเวลานานจนอุจจาระเกาะติดแน่น เมื่อมีอุจจาระใหม่ก็จะไม่สามารถขับอุจจาระเก่าออกไปได้ กลายเป็นอุจจาระที่แข็งติดแน่นสะสมไม่สามารถออกไปจากลำไส้ได้ ส่งผลให้มีอาการท้องผูกรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ หายใจติดขัด แน่นท้อง รู้สึกมีลมจำนวนมาก
สาเหตุของภาวะอุจจาระตกค้าง
ภาวะอุจจาระตกค้าง สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แม้แต่ผู้ที่มีสุขภาพดีหรืออุจจาระทุกวัน โดยมีสาเหตุ ดังนี้
- การเบ่งถ่ายอุจจาระผิดวิธี เช่น การเบ่งถ่ายขณะหายใจเข้าแล้วแขม่วท้อง
- การกลั้นอุจจาระ ผู้ป่วยอาจปวดอุจจาระในระหว่างการเดินทาง ระหว่างการประชุม หรือสถานการณ์ต่าง ๆ จนต้องกลั้นอุจจาระไว้ไม่สามารถเข้าห้องน้ำขณะรู้สึกปวดได้
- ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยเรื้อรัง ที่เคลื่อนไหวน้อย
- รับประทานอาหารไขมันสูง เช่น เนื้อแดง หรืออาหารที่ย่อยยาก ไม่มีกากใย รวมถึงอาหารที่ทำให้เกิดอาการท้องอืดแน่นท้อง
- ขาดการออกกำลังกาย
- ดื่มน้ำน้อย
- ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดบ่อย จนลำไส้เป็นพังผืด มีซอกหลืบให้อุจจาระไปตกค้าง
อาการของภาวะอุจจาระตกค้าง
หากอุจจาระตกค้างจำนวนมากและปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดความผิดปกติต่อร่างกายมากมาย ดังนี้
- ปวดท้อง ท้องอืด แน่นท้อง ไม่สบายท้อง
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ต้องใช้แรงในการเบ่งอุจจาระอย่างมาก
- อุจจาระมีกลิ่นเหม็นมากกว่าปกติเนื่องจากมีตกค้างในลำไส้มาเป็นเวลานาน
- รู้สึกว่าอุจจาระไม่สุด หรืออุจจาระไม่หมดท้อง
- มีเลือดปนอุจจาระ
- ปัสสาวะบ่อยจากการที่กระเพาะปัสสาวะถูกกดทับ
- ปวดหลังส่วนล่าง
การป้องกันภาวะอุจจาระตกค้าง
การป้องกันภาวะอุจจาระตกค้าง สามารถป้องกันได้หลายวิธี เช่น
- ฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลาทุกวัน โดยเฉพาะช่วงเช้าหลังตื่นนอน ประมาณ 5-7 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด
- ฝึกเบ่งถ่ายอุจจาระอย่างถูกวิธี โดยนั่งบนโถชักโครกแล้วโค้งตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย กรณีที่เท้าเหยียบไม่ถึงพื้นหรือเป็นเด็ก ควรมีที่วางเท้า เพื่อออกแรงเบ่งอุจจาระได้ดีขึ้น
- สำหรับคนที่ขับถ่ายยาก วิธีถ่ายให้หมดท้อง อาจใช้มือกดท้องด้านซ้ายล่างขณะขับถ่ายเพื่อช่วยกระตุ้นให้ลำไส้เคลื่อนตัวได้ดีขึ้น
- ลดอาหารที่มีไขมันสูง เพิ่มการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ต่าง ๆ
- ดื่มน้ำให้พอเพียง
- ไม่กลั้นอุจจาระเด็ดขาด ควรขับถ่ายทันทีที่ปวด
- หากยังไม่ปวดอุจจาระแต่จำเป็นต้องออกนอกบ้าน ไม่ควรพยายามเบ่งขณะที่ยังไม่ปวด เนื่องจากการเบ่งอุจจาระแรง ๆ เป็นการกระตุ้นและเพิ่มแรงดันในลำไส้ หากทำบ่อย ๆ อาจทำให้ลำไส้โป่งพอง เกิดริดสีดวงทวารได้
อาหารเสริมไฟเบอร์คืออะไร
ไฟเบอร์ หรือ ใยอาหาร เป็นอีกชื่อหนึ่งของเซลลูโลส สามารถพบได้ในผัก ผลไม้ และธัญพืช เมื่อรับประทานอาหารเหล่านี้ ร่างกายของคนเราจะไม่สามารถย่อยสลายเองได้ รวมถึงไฟเบอร์จะไม่ถูกย่อยในระบบทางเดินอาหาร (ยกเว้นในลำไส้ใหญ่) และไม่ให้พลังงาน อย่างไรก็ตามไฟเบอร์เป็นสารอาหารสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในด้านระบบขับถ่าย ทำให้ขับถ่ายคล่อง แก้อาการขับถ่ายยากหรือท้องผูก ดังนั้นคนเราจึงควรรับประทานไฟเบอร์ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเป็นประจำทุกวัน โดยอาหารเสริมไฟเบอร์คือ ใยอาหารเทียมที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาสำหรับผู้ที่ไม่สามารถรับไฟเบอร์ตามธรรมชาติได้มากพอ จึงจำเป็นต้องทานไฟเบอร์แบบเสริมเพิ่มด้วยนั่นเอง
ไฟเบอร์ช่วยเรื่องอะไรบ้าง
- ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ ทำให้ลำไส้บีบตัวเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น บรรเทาอาการท้องผูกขับถ่ายยาก
- ช่วยดีท็อกซ์ลำไส้ กำจัดของเสียที่คั่งค้าง และเป็นเหมือนตัวช่วยทำความสะอาดระบบทางเดินอาหาร
- ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด
- ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ไม่ให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลรวมถึงไขมันเร็วเกินไป ลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน
- ช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพราะถ่ายอุจจาระได้ง่ายและไม่มีของเสียในร่างกาย
- ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน เพราะบริเวณลำไส้มีจุลินทรีย์อยู่เป็นจำนวนมาก และระบบภูมิคุ้มกันกว่า 70% อยู่ที่ลำไส้
- ช่วยทำให้รู้สึกอิ่มนานมากขึ้นเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
- ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสเปล่งปลั่งเพราะขับถ่ายเป็นปกติไม่มีของเสียในร่างกาย
ควรกินไฟเบอร์ตอนไหนให้ได้ประโยชน์สูงสุด
ไฟเบอร์สามารถรับประทานได้ทุกช่วงเวลา โดยปริมาณที่แนะนำควรกินไฟเบอร์ที่ 25-38 กรัมต่อวัน และดื่มน้ำควบคู่ไปกับการกินไฟเบอร์เพื่อให้ทำงานได้ดีขึ้น หากต้องการรับประทานไฟเบอร์เพื่อกระตุ้นการขับถ่าย ช่วงเวลาที่ดีที่สุด คือ ช่วงก่อนนอน เพราะไฟเบอร์จะกระตุ้นการทำงานของจุลินทรีย์ดีในลำไส้ ปรับสมดุลระบบขับถ่าย ทำให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น โดยเวลาประมาณ 05.00-07.00 น. จะเป็นช่วงเวลาที่ลำไส้ใหญ่เริ่มขับกากอาหารออกจากร่างกาย
ทราบกันแล้วว่าไฟเบอร์หรือใยอาหารคืออะไร ช่วยเรื่องอะไรอย่างไรบ้าง โดยช่วยทำให้การขับถ่ายดีขึ้น ลดอาการท้องผูก ขับถ่ายยาก และมีประโยชน์อีกมากมาย รู้แบบนี้แล้วอย่าลืมรับประทานอาหารจำพวกผัก ผลไม้ และธัญพืช ที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์เป็นประจำทุกวัน หรือเลือกรับประทานอาหารเสริมไฟเบอร์เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารสำคัญอย่างเพียงพอ
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
มาดูกัน! เทรนด์อาหารเสริม แบบเครื่องดื่ม ปี 2023 มีอะไรที่น่าจับตา
เทคนิคเพิ่มยอดขาย อาหารเสริมคอลลาเจน ธุรกิจรุ่งพุ่งแรง !!
Charmace สร้างแบรนด์อาหารเสริม ที่ปรึกษา พร้อมรับผลิต จบในที่เดียว